สาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด

Last updated: Jun 26, 2018  |  24131 จำนวนผู้เข้าชม  |  บทความ

สาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด

 
ปัญหารถยนต์สตาร์ทไม่ติด

                ในกรณีที่มีปัญหารถสตาร์ทไม่ติด ถ้าเป็นรถรุ่นเก่าสมัยใช้คาร์บูเรเตอร์เป็นตัวจ่ายเชื้อเพลิง ส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้เป็นเรื่องของน้ำมันเชื้อเพลิงก็จะเป็นเรื่องของระบบไฟจุดระเบิดเท่านั้นเอง แต่ปัจจุบันรถสมัยใหม่ที่ใช้ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวจ่ายเชื้อเพลิงคราวนี้จะปวดหัวมากกว่าเดิม เพราะจะมีเรื่องระบบไฟฟ้าต่างๆ เซ็นเซอร์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยด้วยเช่นกัน
 
 
สาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด
 
 
1.แบตเตอรี่เสื่อม
หากแบตเตอรี่รถยนต์ของคุณมีการใช้งานมามากกว่า 2 ปี ก็เป็นไปได้ว่าแบตเตอรี่เสื่อมคือสาเหตุหลักที่ทำให้รถยนต์ของคุณสตาร์ทไม่ติด เนื่องจากแบตเตอรี่ที่อายุการใช้งานมานานย่อมเสื่อมไปตามกาลเวลา เนื่องจากตัวแบตเตอรี่เก็บประจุไฟฟ้าได้ในระยะเวลาสั้นๆ และแบตหมดไวขึ้น ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะพบได้ในกรณีที่รถสตาร์ทติดยากหรือสตาร์ทไม่ติดในตอนเช้า หรือบางครั้งสตาร์ทติดในตอนเช้า แต่เมื่อจอดรถระหว่างวันกลับมีอาการสตาร์ทติดยากเนื่องจากอาการเสื่อมของแบตเตอรี่มีหลายระดับไม่เท่ากัน ทำให้ในบางกรณีที่จอดรถทิ้งไว้เกิน 8 ชม. รถยนต์ก็มีอาการสตาร์ทไม่ติดหรือสตาร์ทติดยาก หรือในบางครั้งแค่จอดรถดับเครื่องไว้แค่ 2-3 ชม.ก็สตาร์ทรถไม่ติดเลยก็มี

หากพบเจออาการเหล่านี้ แนะนำให้ลองพ่วงแบตเตอรี่จากรถยนต์คันอื่น หากพ่วงแล้วรถของคุณสตาร์ทติดง่ายขึ้น หรือสตาร์ทติดในทันที เราแนะนำให้เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ได้เลย แต่หากพ่วงแบตหรือเปลี่ยนแบตใหม่แล้วอาการรถสตาร์ทติดยากยังไม่หายไป เราแนะนำให้เช็คไดชาร์จเพิ่มเติม
 
 
 
 
2.ไดชาร์ทเสื่อม
หากคุณดำเนินการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ใหม่แล้วแต่รถของคุณยังมีอาการสตาร์ทติดยาก หรือยังมีอาการสตาร์ทไม่ติดอยู่ก็ชัดเลยว่าไดชาร์จของของคุณอาจจะมีปัญหา หรือหมดอายุการใช้งานพอดี และการที่ไดชาร์จเสื่อมก็ส่งผลให้รถยนต์สตาร์ทไม่ติดได้เช่นกัน

วิธีเช็คไดชาร์จเสื่อมก็ไม่ยากครับ เราแนะนำให้คุณลองสตาร์ทรถทิ้งไว้ซักพัก จากนั้นให้ถอดขั้วแบตเตอรี่ออกหนึ่งข้าง หากรถของคุณมีอาการไฟตก รถกระตุกหรือรถดับ แสดงว่าไดชาร์จรถยนต์ของคุณเสื่อมอย่างแน่นอนแล้วครับ
 
 
 
3.มอเตอร์สตาร์ทมีปัญหา
หากรถยนต์ของคุณเกิดอาการดับสนิท สตาร์ทไม่ติดเลย แม้ว่าจะลองพ่วงแบตเตอรี่กับรถยนต์คันอื่นหรือเปลี่ยนแบตแล้วอาการสตาร์ทไม่ติดก็ไม่หาย เราแนะนำให้คุณลองเช็คที่แผงหน้าปัดไฟดูก่อน หากหน้าปัดไฟติด แต่สตาร์ทรถไม่ได้หรือมีเสียงแชะๆ ก็อนุมานได้เลยว่า มอเตอร์รถยนต์ของคุณมีปัญหาซึ่งสาเหตุหลักๆที่ทำให้มอเตอร์รถยนต์ของคุณมีปัญหา เช่น ฟิวส์มอเตอร์สตาร์ทขาด, สายไฟที่ต่อไปยังสตาร์ทมอเตอร์อาจขาดหรือหลุดออกจากจุดต่อ, แปรงถ่านที่อยู่ในมอเตอร์สตาร์ทหมด เป็นต้น ซึ่งหากรถยนต์ของคุณเจออาการมอเตอร์มีปัญหาแล้วล่ะก็ เราแนะนำให้แจ้งอู่ซ่อมรถที่คุณใช้บริการเป็นประจำ หรือ แจ้งอู่ในเครือบริษัทประกันของคุณเพื่อนำรถเข้าเช็คอาการและหาสาเหตุอย่างละเอียดจะดีที่สุด
 
 

 
4.ระบบไฟฟ้าในรถมีปัญหา
อาการรถสตาร์ทไม่ติดจากสาเหตุระบบไฟฟ้ามีปัญหาอาจจะเกิดได้ในกรณีที่มีการ จอดรถทิ้งไว้นานๆ จนหนูเข้ามากัดสายไฟขาด หรือ มีสาเหตุมาจากการที่คุณเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถทิ้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดไฟหน้า ไฟในรถ หรือไฟในส่วนอื่นๆก็ส่งผลให้ระบบไฟฟ้ารถยนต์มีปัญหาได้ทั้งนั้น เนื่องจากการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์ทิ้งไว้เป็นการทำให้เกิดการกินประจุไฟฟ้าแบบไม่รู้ตัว และพฤติกรรมแบบนี้จะส่งผลเสียต่อรถยนต์ของคุณมากกว่าที่คิด และหากคุณกำลังสงสัยว่าระบบไฟฟ้ารถยนต์ของคุณมีปัญหาหรือไม่ เราแนะนำให้คุณลองสตาร์ทรถและตรวจเช็คไฟที่หน้าปัดแผงวงจรดูก่อน หากสตาร์ทแล้วไม่มีปฏิกิริยาใดๆเกิดขึ้นก็แสดงว่าระบบไฟฟ้ารถยนต์อาจจะมีปัญหา หรือ หากอยากได้ความมั่นใจเพิ่มก็ให้ลองใช้วิธี สตาร์ทรถโดยพ่วงแบตเตอรี่จากรถยนต์คันอื่นดู (สำหรับรถเกียร์ออโต้) และ เข็นสตาร์ท (สำหรับรถเกียร์ธรรมดา) และหากรถยนต์ของคุณสตาร์ทติด ห้ามดับเครื่องแต่ให้ขับไปบนถนนหรือติดเครื่องไว้ซักพัก เพื่อให้แบตเตอรี่ได้รับการชาร์จไฟ จนมีประจุไฟฟ้าเพียงพอสำหรับการสตาร์ทรถครั้งต่อไปนั่นเอง แต่ในกรณีที่ระบบไฟฟ้ารถยนต์มีปัญหาจากการโดนหนูกัดสายไฟขาด คุณคงจัดการอะไรเองไม่ได้นอกจากแจ้งประกันและนำรถเข้าอู่หรือศูนย์ซ่อมเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาให้รถกลับมาใช้งานได้ตามเดิมเท่านั้น
 
 

Powered by MakeWebEasy.com